• AkeAkkrachai

"มา-co" ครั้งที่ 1: การท่องเที่ยวเชิงวิถีที่ชวนคุณมารู้จักชุมชนแบบลึกซึ้งผ่านภาพถ่ายระดับ macro


"มา-co" คือกิจกรรมน้องใหม่ ที่เกิดจากความตั้งใจเล่นคำให้คล้องกับการถ่ายภาพรูปแบบ macro และยังมีความหมายแบบตรงๆตามคำ นั้นคือกิจกรรมนี้เป็นการชวนผู้ที่สนใจมาสร้างการขับเคลื่อนร่วมกับชุมชนผ่านการถ่ายภาพนั้นเอง


จากมุมมองของกลุ่มที่อยากทำให้การอนุรักษ์อาชีพการทำน้ำตาลแท้เป็นเรื่องของสาธารณะ ไม่ถูกจำกัดเพียงกลุ่มคนที่สนใจการทำอาหารหรือแค่การซื้อ-ขายน้ำตาล เราจึงพยายามค้นหา combination ใหม่ๆ ระหว่างภูมิปัญญาตามวิถีดั้งเดิมของชุมชนและกระแสความสนใจในโลกยุคปัจจุบัน จึงออกมาเป็นกิจกรรมเชิงทดลอง "มา-co" ในครั้งแรกและนี้คือบันทึกเรื่องราวจากกิจกรรมของเรา

ผู้ร่วมกิจกรรมต่างเดินทางมาถึงกันแต่เช้า เรารวมตัวที่บ้านพี่เก๋ซึ่งใช้เป็นสถานที่ตั้งหลักของเพียรหยดตาลนั้นเอง ครั้งนี้มีผู้ร่วมกิจกรรมไม่มากนักแต่มีชาวญี่ปุ่น 2 คนมาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย รวมกับคนไทยเราเองอีก 4 ทั้งหมดแล้วก็เพียง 6 คน ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นรอบกิจกรรมส่วนตัวกันเลย ^^


เราเติมพลังยามเช้ากันด้วยน้ำมะพร้าวสดๆ และมีขนมแป้งจี่ที่น้าต๋อยและน้ารีช่วยกันทำร้อนๆตรงนั้น แถมยังทำเตรียมไว้ให้เราติดไปกินระหว่างทางเผื่อหิวอีกด้วย ระหว่างกำลังเติมพลังกันพี่เก๋ก็เข้าไปหยิบรองเท้านินจามาให้เปลี่ยนทุกคนเปลี่ยนเพื่อวันนี้จะได้ลุยกันได้เต็มที่

[เริ่มออกเดินทาง]


เมื่อท้องอิ่มดีแล้วเราก็เริ่มง่วงนอนกัน….ไม่ใช่!

เราก็เริ่มออกเดินทางกันฮะ เนื่องจากวันนี้มีคนไม่มากทุกคนเลยพากันขึ้นท้ายกระบะรถพี่เก๋กันไปเพียงคันเดียว โดยมีหัวหน้าทัวร์พิเศษรุ่นใหญ่ของเรานั้นคือลุงทิวคอยเป็นไกด์อธิบายเรื่องราวระหว่างทางไปด้วย ที่แรกที่เราไปแวะกันคือบ้านน้าพร…


บ้านน้าพรเคยเป็นโรงเคี่ยวตาลที่มีขนาดใหญ่มากๆ มีสวนมะพร้าวถึง 100 ไร่ และเคี่ยวตาลวันหนึ่งได้ถึง 300 kg สมัยนั้นขายน้ำตาลเพียงวันเดียวก็มีรายได้เทียบเท่าเงินเดือนราชการ 1 เดือนเลยทีเดียว!

น้าพรพาเราเดินดูรอบเตาตาลที่ตอนนี้กลายเป็นที่เก็บของไปเสียแล้ว เตาที่นี้ยาวกว่าที่บ้านพี่เล็กมากเพราะต้องเคี่ยวตาลเยอะ ออกแบบมาให้เคี่ยวน้ำตาลได้พร้อมกันถึง 7 กระทะ ถึงแม้ภายหลังจะมีการทุบและย่อลงไปบางส่วนในช่วงที่น้ำตาลเริ่มน้อยลง แต่ยังคงเห็นร่องรอยของตำแหน่งเตาตาลเดิมหลงเหลืออยู่

หลังจากที่น้ำเค็มจัดจนคนเริ่มเลิกทำตาลและหันไปทำบ่อกุ้งบ่อปลากันแทนน้าพรเองก็เป็นหนึ่งในนั้น สภาพสวนมะพร้าวตอนนี้จึงเปลี่ยนกลายเป็นบ่อไปเสียทั้งหมด แต่น้าพรไม่ได้ทำเองหรอกนะครับปล่อยให้คนอื่นมาเช่าที่ดินทำแทน


น้าพรบอกว่า "ไดโนเสาร์ตอนนี้มันไม่เป็นไดโนเสาร์แล้วนะ"


เลยสร้างความตื่นเต้นให้กับพวกเราอย่างมากว่ามันคืออะไร! จริงๆคือน้าพรชอบปลูกไม้ประดับและไม้ดอกสวยงามอยู่บริเวณหลังบ้านครับ และพอดีมีต้นตะบูนต้นใหญ่อยู่ต้นหนึ่งด้วยความบังเอิญที่ก่อนหน้านี้ทรงพุ่มเมื่อมองจากด้านข้างจะไปคล้ายกับไดโนเสาร์

พวกเราเลยเดินไปสำรวจกันใกล้ๆขึ้นว่าต้นตะบูนมันคืออะไร? โดยมีลุงจิตนำหน้าไปเก็บลูกแก่ๆเอามาให้ดู และบอกว่านี้คือของเล่นสมัยก่อนมันเป็นเหมือนจิ๊กซอธรรมชาติ ลุงจิตกระเทาะเปลือกออกเพื่อให้เห็นเมล็ดด้านใน


เอ้อ! เมล็ดด้านในของลูกนี้มันแปลกมากๆเลย มันดูเหมือนตัวต่อจิ๊กซอ 3 มิติที่เอามาประกบกันจนกลายเป็นก้อนกลมๆได้ ทุกคนต่างพากันแปลกประหลาดใจเพราะไม่เคยเห็น เราเดินเล่นถ่ายรูปอยู่ในสวนบ้านน้าพรกันซะพักก่อนจะเดินข้ามไปยังบ่อปลาที่อยู่ตรงข้ามบ้านของน้าพร เพื่อจะไปดูการจับปลาและจะได้เอามาทำอาหารกลางวันกินกัน

บ่อนี้พิเศษกว่าบ่ออื่นๆครับเพราะเป็นบ่อน้ำจืด น้าพรลงทุนขุดทางน้ำยาวกว่ากิโลเพื่อจะได้เชื่อมต่อกับคลองน้ำจืดได้ ไม่เช่นนั้นปกติพื้นที่บริเวณชุมชนเราทั้งหมดจะเป็นน้ำเค็ม พอดีช่วงนี้หมดรอบเลี้ยงกุ้งไปแล้วเราเลยมาจับปลานิลกันแทน พี่เจ้าของบ่อก็หว่านแห่โชว์และค่อยๆดึงแห่ที่มีปลาติดขึ้นมา ตัวเราเองก็ไม่เคยได้ลองจับปลาเหมือนกันเลยขอร่วมวงกับเค้าด้วย การจับปลานี้ต้องระวังด้วยนะครับเพราะปลานิลจะมีแผงครีบข้างลำตัวที่แหลมมาก หากจับไม่ดีไม่แน่นมันก็จะมาบาดมือได้ เราเห็นพี่เจ้าของบ่อและลุงทิวจับกันชิวๆก็คิดว่าไม่ยาก พอลองทำเองเท่านั้นหละฮะ บาดมือ!! มีเลือดตกยางออกกันเล็กน้อย พี่เก๋เลยจึงรีบไปหาหญ้ากะเม็งแถวนั้นมาให้ บอกให้เราขยำๆเพื่อเป็นการห้ามเลือด อืมมม...ก็ได้ผลอยู่นะครับ เป็นอันเสร็จพิธีที่บ้านน้าพร เราก็เตรียมขึ้นรถย้ายไปบ้านลุงทิวกันต่อ

[ณ บ้านลุงทิว]

บ้านลุงทิวก็ปล่อยให้คนอื่นมาเช่าที่ทำบ่อปลาเช่นกันแต่ตรงนี้เป็นบ่อน้ำเค็ม เค้าใช้เลี้ยงปลากระพงกับกุ้งกันฮะ ลุงทิวยังชอบต้มยาหม้อไว้กินเองบริเวณบ้านเลยมีปลูกสมุนไพรอะไรต่างๆไว้เต็มไปหมด เตาตาลของลุงทิวก็อยู่ริมน้ำเช่นกัน แต่สภาพตอนนี้เก่ามากๆมีต้นไม้ขึ้นรกเต็มไปหมด หลังคาที่เคยคลุมเตาก็พังไปหมดแล้ว เลยเหลือเห็นแต่เตาเปลือยๆกับปล่องที่ซ้อนอยู่ในพงไม้


ลุงทิวพูดติดตลกว่า "ถ้าจะเคี่ยวตาลตอนนี้ไม่ต้องใส่ฟืนเลยนะ เพราะตอนนี้ต้นไม้ขึ้นเต็มอุดช่องไฟของเตาตาลเต็มไปหมด" และเนื่องจากอยู่ริมน้ำจึงมีต้นจากขึ้นเองตามธรรมชาติ หน่วยกล้าตายของเราลุงจิต ก็ถกขากางเกงเดินลุยน้ำไปตัดโหม่งจากมาให้ดูกัน


บ้านลุงทิวพริก กระเพรา อัญชัน และต้นชะพลู ขึ้นปะปนกันไป เราเลยเก็บเพื่อเอาไปเป็นเครื่องปรุงอาหารมื้อกลางวันที่กำลังจะไปทำกินกันที่บ้านครูแต๋ว

[บ้านริมน้ำของครูแต๋ว]


บ้านครูแต๋วเป็นบ้านที่มีศาลานั่งริมน้ำและวันนี้โชคดีที่น้ำขึ้นสูง ทำให้วิวดูสวยงามมากกว่าปกติอีกระดับหนึ่ง ครูแต๋วมีเล้าเป็ดเล็กๆอยู่หน้าบ้านเอาไว้เก็บไข่กินเอง และแน่นอนมันจึงตกเป็นอาหารมื้อกลางวันของพวกเรา เราแบ่งหน้าที่คนละไม้คนละไม้ในการประกอบอาหาร คุณลุงต่างไปช่วยกันคอดเกล็ดปลา ครูแต๋วจุดไฟ และพวกเราช่วยกันล้างผัก รูดใบไม้,ดอกไม้ แต่ยังไม่ลืมที่จะพรอพไปในตัวพร้อมเซ็ตภาพเพื่อการถ่ายรูปประดุจดั่งอยู่ในร้านกาแฟหรือคาเฟ่ หลังจากทำอาหารใต้ทุนบ้านครูแต๋วเสร็จแล้วเราก็ย้ายไปนั่งกินข้าวที่ศาลาริมน้ำกัน กินกันหมดเกลี้ยงทุกอย่างเลย ก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอร่อยหรือพวกเราหิวกัน

ท้องอิ่มเรียบร้อย ก่อนจะออกจากบ้านครูแต๋วเลยขอถ่ายภาพ selfie หมู่ซะหน่อย เราจึงให้เกียรติ์ครูแต๋วเจ้าของบ้านได้อยู่หน้าสุดและเป็นผู้ถือไม้ selfie :D

[สวนมะพร้าวอ่อนบ้านลุงจิต]


เป้าหมายต่อไปคือบ้านลุงจิตฮะ ที่บ้านลุงจิตเป็นสวนมะพร้าวน้ำหอม(มะพร้าวอ่อน) แต่ก็มีพื้นที่เล็กๆด้านหน้าที่ไว้ปลูกอะไรปะปนกันเต็มไปหมด ทั้งโหระพา มะนาว แก้วมังกร และแถมยังมีบ่อปลาเล็กๆไว้เลี้ยงปลาอีกด้วย เรื่องเลือกมะพร้าวนี้ต้องยกให้พี่เล็กเลย พี่เล็กเลยไปเก็บมะพร้าวจากต้นมาให้ทุกคนได้กินกันหลังมื้ออาหารกลางวัน หลังจากพักกินมะพร้าวกันแล้วก็เก็บภาพกันอีกซักหน่อยก่อนจะรีบกลับไปที่บ้านพี่เก๋ เพราะนี้ก็ใกล้เวลาที่พี่ไก่จะมาขึ้นตาลรอบเย็น และพ่อพี่เก๋ก็จะใกล้จะเคี่ยวน้ำตาลแล้ว

[พี่เก๋:เตาตาลเดียวที่ยังคงเหลือ]


กลับมาทันเวลาพี่ไก่ขึ้นตาลกันพอดี ตอนนี้ต้องบอกว่าน้ำตาลทุกก้อนที่ออกจากเพียรหยดตาลเราไปก็เพราะฝีมือพี่ไก่นี้หละครับ เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของกลุ่มเราที่ยังคงขึ้นตาลอยู่ พี่ไก่ช่วยอธิบายการปาดตาลให้ทุกคนฟัง และให้ได้ลองชิมน้ำตาลกันสดๆจากดอกมะพร้าวกัน


เมื่อเก็บน้ำตาลครบหมดแล้วเราก็ย้ายเข้าไปในเตาเพื่อดูพ่อพี่เก๋เคี่ยวน้ำตาล เมื่อเคี่ยวได้ที่เราก็ให้แต่ละคนก็ลองกระทุ้งลองหยอดน้ำตาลกันดู จะได้ทราบว่าที่เห็นพ่อพี่เก๋ทำดูง่ายๆนั้น ที่จริงต้องใช้ทักษะมากเลยนะครับ

กิจกรรมครั้งนี้เราค่อนข้างจะปล่อยฟรีไสตล์มากๆ เพราะกลุ่มเล็กนิดเดียว แต่ละคนก็ยังไม่รีบกลับกัน เลยพาดูอะไรของชุมชนเราต่ออีกจนเย็นเลย ทั้งด้วง หนอนด้วง มะพร้าวแกงและจาวมะพร้าว


เอาจริงๆสุดท้ายเราคุยกันว่าลืมเรื่องถ่ายภาพไปเลย เพราะอยากจะลองทำโน้นทำนี้เสียมากกว่า ^^

ท้ายนี้อยากจะบอกว่า "มา-CO" ครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 ก.พ. นี้เปิดรับสมัครแล้วด้วยนะ ใครสนใจร่วมทริปนี้ไปกับชุมชนเรา สมัครได้เลยครับ https://bit.ly/2TpeTwn







Samut Songkhram, Thailand

+6689444841

©2019 by Pleanyodtarn. Proudly created with Wix.com